วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557

วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแต่ละประเภท



      การเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งานเป็นสำคัญ เช่นใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลที่บ้าน ใช้ในเชิงธุรกิจ ใช้เพื่อความบันเทิง หรือใช้ภายในองค์กรขนาดใหญ่ ดังนั้นการเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตจึงมีความแตกต่างกันซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านความต้องการ รวมทั้งเงินทุนที่จะใช้ในการติดตั้งระบบด้วย ปัจจุบันการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่นิยมใช้มี 5 ลักษณะ คือ

1. การเชื่อมต่อแบบ Dial Up
          เป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เคยได้รับความนิยมในยุคแรก ๆ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บุคคล กับสายโทรศัพท์บ้านที่เป็นสายตรงต่อเชื่อมเข้ากับโมเด็ม (Modem) ก็สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตต้องทำการติดต่อกับผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านหมายเลขโทรศัพท์บ้าน โดยผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะกำหนดชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) มาให้เพื่อเข้าใช้บริการอินเตอร์เน็ต


2.การเชื่อมต่อแบบ ISDN(Internet Services Digital Network)
        เป็นการเชื่อมต่อที่คล้ายกับแบบ Dial Up เพราะต้องใช้โทรศัพท์และโมเด็มในการเชื่อมต่อ ต่างกันตรงที่ระบบโทรศัพท์เป็นระบบความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีระบบดิจิตอล (Digital) และต้องใช้โมเด็มแบบ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ ดังนั้นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ ISDN จะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ คือ
1.ต้องติดต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ที่ให้บริการการเชื่อมต่อแบบ ISDN
2.การเชื่อมต่อต้องใช้ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ
3.ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่จะใช้บริการนี้ อยู่ในอาณาเขตที่ใช้บริการ ISDN ได้หรือไม่




3.การเชื่อมต่อแบบ DSL(Digital Subscriber Line)
         เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยใช้สายโทรศัพท์ธรรมดา ที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตและพูดผ่านสายโทรศัพท์ปกติได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตแบบ DSL ก็คือ

1.ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่ติดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ให้บริการระบบโทรศัพท์แบบ DSL หรือไม่
2.บัญชีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในแบบ DSL
3.การเชื่อมต่อต้องใช้ DSL Modem ในการเชื่อมต่อ
4.ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย




4.การเชื่อมต่อแบบ Cable
         เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยผ่านสายสื่อสารเดียวกับ Cable TV จึงทำให้เราสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปพร้อม ๆ กับการดูทีวีได้ โดยต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ

1.ใช้ Cable Modem เพื่อเชื่อมต่อ
2.ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย



5.การเชื่อมต่อแบบดาวเทียม (Satellites)
         เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า Direct Broadcast Satellites หรือ DBS โดยผู้ใช้ต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ

1.จานดาวเทียมขนาด 18-21 นิ้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณจากดาวเทียม
2.ใช้ Modem เพื่อเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต







ที่มา : http://krutarinee.wordpress.com/โลกอินเทอร์เน็ต/การเชื่อมต่ออินเทอร์เน/เริ่มต้นการเชื่อมต่ออิ/

ความสำคัญและการตัดสินใจเลือกใช้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ตกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของคนโดยทั่วไปแล้ว อ่านเนื้อหาต่อไปนี้เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่คุณควรพิจารณาเกี่ยวกับวิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และการเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับในการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณให้ปลอดภัยเมื่อใช้งานออนไลน์

  ขั้นตอนที่ 1: การเลือกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

สิ่งที่คุณจะต้องตัดสินใจเป็นอันดับแรก คือ คุณจะเชื่อมต่อโดยใช้การเรียกเลขหมาย หรือบรอดแบนด์ (DSL หรือเคเบิลโมเด็ม) ตัวเลือกแต่ละตัวเลือกมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน คุณควรหาเวลาในการอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับตัวเลือกแต่ละตัวเลือก แล้วตัดสินใจว่าคุณสมบัติใดที่เหมาะกับการใช้งานของคุณ

การเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์  


การทำงานของการเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์เหมือนกับชื่อที่ใช้เรียก นั่นคือเป็นการ "เรียกเลขหมาย" ไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณ ตัวเลือกนี้เป็นตัวเลือกที่ เสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด และความเร็วในการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตก็ต่ำสุดด้วย นอกจากนี้ การทำงานยังขึ้นอยู่กับสายโทรศัพท์ คุณสามารถตั้งค่าให้ยกเลิกการเชื่อมต่อเมื่อมีสายเข้า อย่างไรก็ตาม การตั้งค่าดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหา ถ้าคุณไม่ต้องการให้มีการยกเลิกการเชื่อมต่อโดยไม่คาดคิด

ถ้าปกติคุณใช้งานอินเทอร์เน็ตวันละหนึ่งชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้น ไม่ได้ดาวน์โหลดไฟล์มากนัก และสายโทรศัพท์ที่ติดอยู่กับ การใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่เป็นปัญหาสำหรับคุณ การเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์อาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม คุณอาจขอเพิ่มสายโทรศัพท์ "เฉพาะ" สำหรับการเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์จากบริษัทที่ให้บริการโทรศัพท์ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถทำงานแบบออนไลน์ และใช้โทรศัพท์ในเวลาเดียวกันได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณต้องการดาวน์โหลดไฟล์ ใช้งานอินเทอร์เน็ตวันละหลายชั่วโมง หรือต้องการการทำงานที่รวดเร็วขึ้น คุณควรใช้สาย DSL หรือเคเบิลโมเด็ม


การเชื่อมต่อแบบ DSL และเคเบิลโมเด็ม

โดยปกติ การเชื่อมต่อแบบ DSL และเคเบิลโมเด็มมักมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าสายโทรศัพท์ แต่มีการทำงานที่เร็วกว่ามาก นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้โทรศัพท์ขณะออนไลน์ได้ (สาย DSL สามารถให้บริการทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน ในขณะที่เคเบิลโมเด็มจะใช้สายร่วมกับสายเคเบิลของโทรทัศน์)

ทั้ง DSL และบริการเคเบิลจะเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้น คุณไม่ต้องเสียเวลารอในขณะที่โมเด็มเรียกเลขหมายไปยังผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณ คุณเพียงแต่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มซอฟต์แวร์อีเมลหรือเว็บของคุณ

แล้วข้อเสียคืออะไร ข้อเสียที่สำคัญคือเรื่องความปลอดภัย เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้แฮกเกอร์มีเวลามากขึ้นในการ "ค้นหา" เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ และพยายามเข้าโจมตีในที่สุด (บริการเรียกเลขหมายผ่านสายโทรศัพท์ก็เสี่ยงในการถูกโจมตีด้วยเช่นกัน)

ไม่ว่าคุณจะใช้การเชื่อมต่อแบบใด คุณควรใช้ไฟร์วอลล์ ปรับปรุงซอฟต์แวร์ทั้งหมดของคุณอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสถานะการเป็นสมาชิกของซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสปัจจุบันเอาไว้ การใช้เครื่องมือเหล่านี้จะช่วยป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเมื่อทำงานแบบออนไลน์ได้



  ขั้นตอนที่ 2: การเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

เมื่อคุณทราบแล้วว่าคุณจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอย่างไร ก็ถึงเวลาที่คุณจะเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต คือ ผู้ให้บริการการเชื่อมต่อไปยังอินเทอร์เน็ต ถ้าคุณตัดสินใจที่จะใช้การเรียกผ่านสายโทรศัพท์ คุณจะต้องเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) แยกจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ในปัจจุบันมีทั้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ระดับประเทศ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในท้องถิ่น ในเมืองใหญ่ๆ ด้วยเช่นกัน คุณควรหาเวลาในการเปรียบเทียบข้อมูลของผู้ให้บริการแต่ละราย สอบถามจากเพื่อนบ้านและเพื่อนของคุณเพื่อขอคำแนะนำ แล้วดูตัวเลือกต่างๆ ถ้าคุณเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายแรกที่คุณพบ คุณอาจพลาดข้อเสนอที่เหมาะกับการใช้งานของคุณมากกว่า

เคล็ดลับ: บริการ DSL และเคเบิลโมเด็มจะให้แอคเคาท์สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Internet access: ISP) มาด้วยเสมอ ในการประเมินบริษัทต่างๆ คุณควรพิจารณาทั้งผู้ให้บริการแบบบรอดแบนต์และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ผู้ให้บริการบางรายอาจให้คุณใช้ ISP อื่นด้วยเช่นกัน

ถ้าคุณไม่คุ้นเคยกับการใช้งานอินเทอร์เน็ต และรู้สึกไม่สะดวกที่จะตัดสินใจ คุณสามารถสอบถามจากเพื่อนที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคเพื่อช่วยคุณในการตัดสินใจ ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาเมื่อคุณตัดสินใจมีดังต่อไปนี้

- การบริการลูกค้า พิจารณาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่มีชื่อเสียงในเรื่องการบริการลูกค้า


- อัตราค่าบริการ ในปัจจุบันมีการให้ข้อเสนอที่น่าสนใจอย่างมากมาย คุณจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจ     ก่อนตัดสินใจเลือก


- ความมั่นคง เช่นเดียวกับธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงประเภทอื่นๆ บางบริษัทเปิดดำเนินการเพียงเพื่อแสวงหาผลกำไร จากนั้นก็ปิดกิจการลง คุณควรหาผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ที่ดำเนินธุรกิจมาแล้วหลายปี 


- ข้อเสนอพิเศษ ในสภาวะของตลาดที่มีการแข่งขันสูง บางบริษัทมีการให้ข้อเสนอพิเศษ เช่น การให้พื้นที่เว็บไซต์ฟรี เพื่อดึงความสนใจจากคุณ ข้อเสนอพิเศษเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่คุณจะต้องระมัดระวัง และตัดสินใจเลือกใช้บริการจากบริษัทที่ให้บริการในระยะยาว


  ขั้นตอนที่ 3: การติดตั้งโมเด็ม

ไม่ว่าคุณจะใช้การเชื่อมต่อแบบเรียกเลขหมาย DSL หรือเคเบิล คุณจะต้องใช้โมเด็มในการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณกับอินเทอร์เน็ต ถ้าคุณซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา คุณน่าจะมีโมเด็มติดตั้งไว้แล้ว ในปัจจุบัน บริษัทโดยส่วนใหญ่มักจะติดตั้งโมเด็มภายในที่สนับสนุนการเชื่อมต่อ แบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์มาให้ด้วย ถ้าคุณไม่มีโมเด็ม หรือคุณต้องการปรับรุ่นโมเด็ม คุณสามารถซื้อ (หรือเช่าสำหรับบางกรณี) โมเด็มใหม่ได้ คุณจะต้องระมัดระวังในการเลือกโมเด็มให้ตรงกับประเภทของการเชื่อมต่อของคุณ

โมเด็มที่ใช้เชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นแบบติดตั้งภายในหรือภายนอก จะใช้สำหรับการเชื่อมต่อแบบเรียกผ่านสายโทรศัพท์ ถ้าคุณต้องการใช้บริการ DSL หรือเคเบิลโมเด็ม คุณจะต้องหาโมเด็มชนิดพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับบริการที่คุณเลือก (คุณไม่สามารถใช้โมเด็มแบบติดตั้งภายในหรือภายนอกสำหรับบริการเหล่านี้) ผู้ให้บริการโดยส่วนใหญ่จะมีโมเด็มที่คุณจำเป็นต้องใช้ คุณจะต้องสอบถามให้แน่ใจเมื่อคุณต้องการใช้บริการนี้

เคล็ดลับ: ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อโมเด็ม ให้ขอรายชื่ออุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้จากผู้ให้บริการของคุณ เมื่อคุณตัดสินใจใช้ DSL หรือเคเบิลโมเด็ม ค่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจรวมอยู่ในค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแล้ว

เมื่อคุณได้รับอุปกรณ์มาแล้ว คุณจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณควรให้คำแนะนำในการติดตั้งโมเด็ม และเชื่อมต่อไปยังอินเทอร์เน็ต อย่าเกรงกลัวที่จะติดต่อขอความช่วยเหลือ ถ้าคุณไม่ทราบว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร บางบริษัทจะส่งช่างเทคนิคเพื่อดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์เมื่อคุณต้องการ คุณต้องสอบถามว่ามีการคิดค่าบริการสำหรับบริการนอกสถานที่หรือไม่





การเชื่อมต่อของการใช้งานอินเทอร์เน็ต



        การเชื่อมโยงโดยตรงด้วยเกตเวย์เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เข้ากับ Backbone ของอินเตอร์เน็ต โดยผ่านเกตเวย์ (Gateway) หรือ IP Router   สายสื่อสารความเร็วสูงมาก มักใช้กับองค์กรขนาดใหญ่ เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงมาก การเชื่อมโยงต่อผ่านInternet Service Providers(ISP)เป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ เข้าสู่อินเตอร์เน็ตโดยผ่านบริษัทผู้ให้บริการจัดสรรการ เชื่อมโยง





คุณเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้อย่างไร หน้าที่ของ ISP คืออะไร

ก่อนที่คุณจะสามารถเริ่มต้นสำรวจเว็บ คุณจะต้องกำหนดแผนบริการข้อมูลกับ ISP ISP หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตคือบริษัทที่ช่วยให้คุณเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและบริการอื่นๆ ของเว็บ พวกเขาจัดหาวิธีการต่างๆ ในการเชื่อมต่อ รวมทั้งการหมุนโทรศัพท์ การใช้สายเคเบิล ใยแก้วนำแสง หรือ Wi-Fi การเชื่อมต่อที่แตกต่างกันเหล่านี้กำหนดความเร็วของการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของคุณ

        


 อินเทอร์เน็ตจะเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือของฉันได้อย่างไร แตกต่างจากเดสก์ท็อปหรือไม่

โดยทั่วไป โทรศัพท์มือถือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตด้วยสัญญาณไร้สายเดียวกันกับที่ใช้ในการโทรศัพท์ โทรศัพท์ของคุณเชื่อมต่อกับเสารับส่งสัญญาณมือถือในพื้นที่ที่จะเชื่อมต่อคุณกับอินเทอร์เน็ต เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างอุปกรณ์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตนั้นอาจค่อนข้างสูง ผู้ให้บริการจึงคิดค่าบริการสำหรับแผนบริการข้อมูล

อุปกรณ์บางอย่าง เช่น อุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ใช้แอนดรอยด์ สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านทาง Wi-Fi ได้ด้วย Wi-Fi ช่วยให้คุณสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของคุณกับอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายและโดยไม่จำเป็นต้องใช้สัญญาณมือถือหรือแผนบริการข้อมูลแต่อย่างใด โดยทั่วไป การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือของคุณเป็นไปอย่างรวดเร็วขึ้นผ่านทางเครือข่าย Wi-Fi แต่คุณจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่มี Wi-Fi ให้บริการอยู่ ร้านกาแฟ ร้านค้าปลีกจำนวนมาก หรือบางครั้งอาจจะเป็นเมืองทั้งเมืองมี Wi-Fi ให้บริการฟรี






URL, ที่อยู่ IP และ DNS คืออะไร และทำไมจึงมีความสำคัญ

URL คือที่อยู่เว็บที่คุณพิมพ์ลงไปในเบราว์เซอร์เพื่อไปยังเว็บไซต์ ทุกเว็บไซต์มี URL ตัวอย่างเช่น URL www.google.com จะนำคุณไปยังเว็บไซต์ของ Google

ทุก URL มีที่อยู่ IP ด้วยเช่นกัน ที่อยู่ IP คือชุดตัวเลขที่บอกคอมพิวเตอร์ของคุณถึงที่ที่จะค้นพบข้อมูลที่คุณกำลังมองหา ที่อยู่ IP เป็นเสมือนหมายเลขโทรศัพท์ที่ซับซ้อนและยาวมากๆ เนื่องจากที่อยู่ IP ซับซ้อนและยากที่จะจดจำ URL จึงถูกสร้างขึ้น แทนที่จะพิมพ์ที่อยู่ IP (45.732.34.353) เพื่อไปยังเว็บไซต์ของ Google ทั้งหมดที่คุณต้องพิมพ์คือ URL www.google.com

เนื่องจากอินเทอร์เน็ตมีเว็บไซต์และที่อยู่ IP มากมาย เบราว์เซอร์ของคุณไม่อาจรู้โดยอัตโนมัติได้ว่าแต่ละเว็บไซต์และที่อยู่ IP ตั้งอยู่ที่ใด เบราว์เซอร์จึงต้องค้นหาดูแต่ละรายการ นั่นคือจุดที่ DNS (Domain Name System) ก้าวเข้ามามีบทบาท

DNS โดยแท้จริงคือสมุดโทรศัพท์สำหรับเว็บนั่นเอง แทนที่จะแปลง "จอห์น โด" เป็นหมายเลขโทรศัพท์ DNS จะแปลง URL www.google.com เป็นที่อยู่ IP แทน และพาคุณไปยังไซต์ที่คุณกำลังมองหา





 เบราว์เซอร์คืออะไร

เช่นเดียวกับเมื่อคุณไปห้องสมุดเพื่อ "เรียกดู" หนังสือ คุณสามารถค้นหาหรือสำรวจหน้าเว็บบนอินเทอร์เน็ตโดยใช้เบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ต เบราว์เซอร์เป็นซอฟต์แวร์ประเภทหนึ่งบนคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ เบราว์เซอร์ทำหน้าที่เป็นหน้าต่างที่แสดงเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีข้อมูลอยู่ให้คุณเห็น ทั้งหมดที่คุณต้องทำคือการพิมพ์ที่อยู่เว็บลงไปในเบราว์เซอร์ และคุณจะถูกพาไปยังเว็บไซต์นั้นทันที






ที่มา : http://www.google.com/intl/th/goodtoknow/web/101/


วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

กฏหมายเกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

กฎหมายอินเทอร์เน็ต


กฎหมายเกี่ยวกับระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มี National Information Technology Committee : NITC  เป็นผู้ควบคุมดูแล
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีความสำคัญต่อการติดต่อสื่อสารทั้งในส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจหรือรวมทั้งการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันทุกองค์การต้องมีการศึกษาค้นคว้าข้อมูลผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนั้นต้องมีการควบคุมดูแลผลประโยชน์ของผู้ที่นำข้อมูลมานำเสนอผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูล จากการประชุมคณะรัฐมนตรี ทางคณะรัฐมนตรีได้มีนโยบายทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้เกิดการปฏิรูปกฎหายเมทคโนโลยีสารสนเทศ ( National Information Technology Committee : NITC ) เป็นผู้รับผิดชอบกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology Law ) จำเป็นต้องมีการตรากฎหมายขึ้นบังคับทั้งหมด 6 ฉบับ ได้แก่

1. กฎหมายเกี่ยวกับลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์
     ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ ต้องสามารถระบุตัวผู้ลงลายมือชื่อได้  มีผู้ถือใบรับรอง  ผู้ใช้ใบรับรอง  และบุคคลที่เป็นคนกลางในการออกใบรับรอง

2. กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
       เป็นการคุ้มครองเพื่อมิให้เกิดการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เสียหายจากการนำความรู้ทางคอมพิวเตอร์ไปใช้ในทางที่ผิด  จำแนกเป็น   ขโมยข้อมูลมาเปลี่ยนแปลง  ทำลายข้อมูล  ทำให้คอมพิวเตอร์ของผู้อื่นเสียหาย การเจาะรหัสผ่านเข้าไปในระบบ  การเผยแพร่ภาพลามกอานาจาร  ขโมยโอนเงิน  คัดลอกโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาใช้ในทางที่ผิด  การข่มขู่ผ่านทางคอมพิวเตอร์ สร้างสิ่งรบกวนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์

3. กฎหมายเกี่ยวกับการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
       ต้องมีผู้รับผิดชอบหากเกิดการโอนเงินผิดหรือพบข้อผิดพลาด

4. กฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
        กฎหมายคุ้มครองการเผยแพร่เอกสารข้อมูลบุคคล

5. กฎหมายลำดับรองของรัฐธรรมนูญ มาตรา 78
        เป็นกฎหมายพัฒนาโครงสร้างสารสนเทศอย่างทั่วถึง

6. กฎหมายคุ้มครองสิทธิ์
       ได้แก่การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา  ลิขสิทธิ์  สิทธิบัตร  และ เครื่องหมายการค้า

ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์

เรื่องของ "การละเมิดลิขสิทธิ์" เป็นเรื่องใกล้ตัวของเราทุก ๆ คน เราอาจจะกระทำผิดได้ด้วย "ความไม่รู้" แต่กฎหมายไม่สนใจความไม่รู้ของเรานะครับ

ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหนังสือ ทำผลงานวิชาการ หรือแม้กระทั่งการเขียนบันทึกในรูปแบบ BLOG ในอินเทอร์เน็ต เรามีความเสี่ยงที่จะทำผิด "กฎหมายลิขสิทธิ์" ได้กันทุกคน ไม่ว่าจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ รู้อยู่แก่ใจ

พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้กำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ ตั้งแต่มาตรา 32 ถึงมาตรา 43

หลักการสำคัญที่จะไม่ถึอว่ากรณีต่าง ๆ ที่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์นั้น ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ซึ่งมีเงื่อนไข 2 ประการ ได้แก่

ประการแรก การใช้งานลิขสิทธิ์นั้นต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์

ประการที่สอง การใช้งานลิขสิทธิ์นั้นต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฏหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร


สำหรับข้อยกเว้นที่ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในแต่ละกรณีที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเขียนผลงานวิชาการ หรือรูปแบบอื่น ๆ ได้แก่

(1) วิจัยหรือศึกษางานนั้น อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร

(2) ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท

(3) ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น

(4) เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น

(5) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว

(6) ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอน เพื่อประโยชน์ในการสอนของตน อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร

(7) ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอนหรือทำบทสรุปโดยผู้สอนหรือสถาบันศึกษา เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร

(8) นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ

(9) การกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานบางตอนตามสมควรจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น

(10) การทำซ้ำโดยบรรณารักษ์ของห้องสมุด ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร ดังต่อไปนี้

- การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
- การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา




ความปลอดภัยของข้อมูลบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต



ระบบรักษาความปลอดภัยเครือข่ายอินเตอร์เน็ต


Firewall
มีหน้าที่ป้องกันการโจมตีหรือสิ่งไม่พึงประสงค์บุกรุคเข้าสู่ระบบ Network ซึ่งเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัยภายในระบบ Network เป็นการป้องกันโดยใช้ระบบของ Firewall กำหนดกฏเกณฑ์ควบคุมการเข้า-ออก หรือควบคุมการรับ-ส่งข้อมูล ในระบบ Network

ทำไมต้องมีการติดตั้ง Firewall




ปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลสำคัญในองค์กรสามารถเข้าถึงได้โดยผ่านเครือข่ายต่างๆเช่น Internet หรือเครือข่ายส่วนตรัวเสมือน นอกจากบุคคลากรในองค์กรแล้วผู้ไม่หวังดีต่างๆย่อมต้องการลักลอบหรือโจมตีเพื่อให้เกิดความเสียหายได้เช่นกันดังนั้น Firewall จึงมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบันโดยหน้าที่ของ Firewall ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาและรวมเอาความสามารถหลายๆอย่างเข้ามาด้วย ตัวอย่างหน้าที่ ที่สามารถทำได้เช่น
ป้องกันการโจมตีด้วยยิง Traffic
ป้องกันไม่ให้เข้าถึงช่องโหว่ที่อาจมีขึ้นที่ server ต่างๆ
ป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลจากบุคคลากรภายใน
ควบคุมการใช้งานเฉพาะโปรแกรมที่ต้องการ
เก็บ log เพื่อพิสูจน์ตัวตน




Log server
ทำไมเราถึงต้องเก็บ log
เนื่องจากโลก Internet เป็นสิ่งที่สามารถปลอมแปลงชื่อหรือตัวตนแยกจากโลกความเป็นจริงได้ ทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถหาผู้กระทำความผิดได้ในกรณีที่เกิดปัญหาต่างๆ จึงได้จัดตั้ง พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ที่ได้เล็งเห็นถึงโทษที่เกิดจากภัยคุกคาม บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งทุกองค์กรจะต้องมีการเก็บ log ที่สามารถตรวจสอบและโยงไปสู่ผู้กระทำผิดได้



VPN
ในอดีตการเชื่อต่อสาขาแต่ล่ะที่เข้าด้วยกันจำเป็นต้องใช้งบประมาณเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันมีเทคโนโลยี VPN เข้ามาช่วยทำให้เสมือนแต่ล่ะสาขาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน สิ่งที่ VPN ทำนั้นจะสร้างท่อเชื่อมกันระหว่างสองสาขาและส่งข้อมูลผ่านท่อที่สร้างขึ้น client ที่จะใช้งานข้ามสาขาไม่จำเป็นต้องปรับแต่งเพื่อให้ใช้งาน vpn และสามารถที่จะใช้งานได้ทันทีที่มีการเชื่อมต่อ vpn media หนึ่งที่รองรับการทำงานด้วย vpn คือ internet


Web Filtering
เป็นบริการที่ช่วยให้ธุรกิจหรือองค์กรควบคุมพฤติกรรมในการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตจากในองค์กร และให้เหมาะสมกับนโยบายและลดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการใช้งานที่ไม่จำเป็นต่อองค์กรและไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายกับ Internet bandwidth ในการใช้งานเว็บไซต์ที่ไม่จำเป็น หรือในกรณีที่ต้องการควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้ในองค์กร
ทั้งเป็นการประหยัดเวลาของผู้ดูแลระบบ หรือ IT Manager ในการ add block list ที่ router หรือ proxy ซึ่งจะช่วยกรองและบล็อคเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ต้องการให้เข้าไปใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น องค์กรต้องการบล็อคเว็บไซต์ที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อการบริหารจัดการ การใช้ช่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น




ANTI-VIRUS
(Virus) หรือ ไวรัสคอมพิวเตอร์ ถือเป็นปัญหาหนึ่งที่สร้างความเสียหายมากที่สุดให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ระดับ PC จนถึง ระดับ Network ที่มีขนาดใหญ่ โดยมีการโจมตีแบบ phishing ไวรัส สแปม และอื่นๆ อีกมากมายซึ่งทำให้เกิดผลกระทบและสร้างความเสียหายให้กับคอมพิวเตอรืส่วนบุคคลและผู้ประกอบธุรกิจ จึงควรมีการรักษาความปลอดภัย ที่จะช่วยปกป้องข้อมูลและระบบของคุณให้ปลอดภัยจากการคุกคามบนอินเทอร์เน็ต




ที่มา : http://www.optimized.co.th/th/products/internet_security.php

รูปแบบของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์


อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ประเภทต่างๆ


          อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (Cyber-Crime) เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยใช้วิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อโจมตีระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลที่อยู่บนระบบดังกล่าว ส่วนในมุมมองที่กว้างขึ้น “อาชญากรรมที่เกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์” หมายถึงการกระทำที่ผิดกฎหมายใดๆ ซึ่งอาศัยหรือมีความเกี่ยวเนื่องกับระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย อย่างไรก็ตาม อาชญากรรมประเภทนี้ไม่ถือเป็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์โดยตรง

ในการประชุมสหประชาชาติครั้งที่ 10 ว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด (The Tenth United Nations Congress on the Prevention of Crime and the Treatment of Offenders) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 10-17 เมษายน 2543 ได้มีการจำแนกประเภทของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ การเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต, การสร้างความเสียหายแก่ข้อมูลหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์, การก่อกวนการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่าย, การยับยั้งข้อมูลที่ส่งถึง/จากและภายในระบบหรือเครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และการจารกรรมข้อมูลบนคอมพิวเตอร์

โครงการอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์และการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (Cyber-Crime and Intellectual Property Theft) พยายามที่จะเก็บรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูล และค้นคว้าเกี่ยวกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ 6 ประเภท ที่ได้รับความนิยม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและผู้บริโภค นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับขอบเขตและความซับซ้อนของปัญหา รวมถึงนโยบายปัจจุบันและความพยายามในการปัญหานี้

อาชญากรรม 6 ประเภทดังกล่าวได้แก่

การเงิน – อาชญากรรมที่ขัดขวางความสามารถขององค์กรธุรกิจในการทำธุรกรรม อี-คอมเมิร์ซ(หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์)

การละเมิดลิขสิทธิ์ – การคัดลอกผลงานที่มีลิขสิทธิ์ ในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลและอินเทอร์เน็ตถูกใช้เป็นสื่อในการก่ออาชญากรรม แบบเก่า โดยการโจรกรรมทางออนไลน์หมายรวมถึง การละเมิดลิขสิทธิ์ ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อจำหน่ายหรือเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์

การเจาะระบบ – การให้ได้มาซึ่งสิทธิในการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และในบางกรณีอาจหมายถึงการใช้สิทธิการเข้าถึงนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้การเจาะระบบยังอาจรองรับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ในรูปแบบอื่นๆ (เช่น การปลอมแปลง การก่อการร้าย ฯลฯ)

การก่อการร้ายทางคอมพิวเตอร์ – ผลสืบเนื่องจากการเจาะระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัว เช่นเดียวกับการก่อการร้ายทั่วไป โดยการกระทำที่เข้าข่าย การก่อการร้ายทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-terrorism) จะเกี่ยวข้องกับการเจาระบบคอมพิวเตอร์เพื่อก่อเหตุรุนแรงต่อบุคคลหรือทรัพย์สิน หรืออย่างน้อยก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัว

ภาพอนาจารทางออนไลน์ – ตามข้อกำหนด 18 USC 2252 และ 18 USC 2252A การประมวลผลหรือการเผยแพร่ภาพอนาจารเด็กถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และตามข้อกำหนด 47 USC 223 การเผยแพร่ภาพลามกอนาจารในรูปแบบใดๆ แก่เยาวชนถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย อินเทอร์เน็ตเป็นเพียงช่องทางใหม่สำหรับอาชญากรรม แบบเก่า อย่างไรก็ดี ประเด็นเรื่องวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการควบคุมช่องทางการสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วโลกและเข้าถึงทุกกลุ่มอายุนี้ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงและการโต้แย้งอย่างกว้างขวาง

ภายในโรงเรียน – ถึงแม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะเป็นแหล่งทรัพยากรสำหรับการศึกษาและสันทนาการ แต่เยาวชนจำเป็นต้องได้รับทราบเกี่ยวกับวิธีการใช้งานเครื่องมืออันทรงพลังนี้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ โดยเป้าหมายหลักของโครงการนี้คือ เพื่อกระตุ้นให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดทางกฎหมาย สิทธิของตนเอง และวิธีที่เหมาะสมในการป้องกันการใช้อินเทอร์เน็ตในทางที่ผิด


ที่มา : http://www.microsoft.com/thailand/piracy/cybercrime.aspx